ชื่อผู้โพส
admin5
อ่าน
2991 ครั้ง
ตอบ
573 ครั้ง
|
ที่ประชุม สนช. มีมติเห็นชอบในวาระ ๓ ประกาศให้ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายฯ ใช้เป็นกฎหมาย ภายหลัง กิตติ วะสีนนท์ ปธ. กมธ. วิสามัญฯ ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุม
เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๔/๒๕๕๘ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ฉบับที่ ..) พ.ศ.
. ในวาระที่ ๓ ซึ่งนายกิตติ วะสีนนท์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นผู้เสนอรายงานการแก้ไขต่อที่ประชุม ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย ๑๘๕ เสียง และงดออกเสียง ๔ เสียง ซึ่งสาระของพระราชบัญญัติฯ นี้ มีหลักการสำคัญ ดังนี้
(๑) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามมติของหรือประกาศภายใต้คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง)
(๒) ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนของบุคคล หรือตามคำสั่ง หรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนด ที่ต้องมีพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด (ยกเลิกมาตรา ๕ วรรคสอง)
(๓) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการในการประกาศและการแจ้งรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง)
(๔) ปรับปรุงบทกำหนดโทษกรณีบุคคลที่ถูกกำหนดหรือบุคคลที่ครอบครองทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนดหรือการดำเนินงานของนิติบุคคล ซึ่งฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖ (๑) หรือ (๒) (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔)
(๕) กำหนดให้ความผิดตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖ วรรคสี่ ซึ่งนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดเป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้ (เพิ่มมาตรา ๑๖/๑)
สำหรับเหตุผลนั้น เป็นการพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกาศรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย และหลักเกณฑ์การพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งบางประการยังไม่มีความเหมาะสม เป็นอุปสรรคต่อการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี ดังนั้น จึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ และบทกำหนดโทษในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดให้ความผิดที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดให้เป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
|